กีฬาว่ายน้ำ

ประวัติว่ายน้ำในประเทศไทย

ประวัติว่ายน้ำในประเทศไทย

กีฬาว่ายน้ำ

กีฬาว่ายน้ำ

ความเป็นมา

สำหรับสมาคม ว่ายน้ำ สมัครเล่นแห่งประเทศไทยนั้น ได้จดทะเบียนสมาคมต่อกรมตำรวจในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมว่ายน้ำฯคนที่ 1 คือ พลเรือโท สวัสดิ์ ภูติอนันต์ ร.น. และในปีเดียวกันนั้นสมาคม ว่ายน้ำ แห่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหพันธ์ ว่ายน้ำ นานาชาติ

ปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลไทยได้อนุมัติเงินงบประมาณเป็นจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างสระ ว่ายน้ำ ที่ได้มาตรฐานขนาดความยาว 50 เมตรและ กว้าง 25 เมตร พร้อมที่กระโดดน้ำ และอัฒจันทร์คนดูจำนวน 5,000 ที่นั่ง ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ได้เปิดทำการแข่งขัน เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2506 เรียกว่า สระว่ายน้ำโอลิมปิก  ณ สมัยได้เปลี่ยนชื่อเป็นสระว่ายน้ำวิสุทธารามย์  และสมาคม ว่ายน้ำ แห่งประเทศไทย ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ว่ายน้ำแห่งเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2509

สมัยนี้กีฬาว่ายน้ำได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่าง แพร่หลาย กว้างขวาง ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุกีฬาว่ายน้ำไว้ในหลักสูตรเกือบทุกระดับ โดยในยุคนี้มีจำนวนสโมสรที่เป็นสมาชิกของสมาคม ว่ายน้ำ สมัครเล่นแห่งประเทศไทยถึง 56 สโมสรด้วยกัน

กติกาว่ายน้ำ

การตัดสิน

สำหรับลำดับที่ผู้แข่งขันทุกคนจะกำหนดโดยการเปรียบเทียบเวลาที่เป็นทางการของแต่ละคนถ้าเวลาทางการเท่ากันหลายๆ คน ก็ให้ลำดับที่เท่ากันในรายการนั้นๆ ได้

ผู้ควบคุมการแข่งขัน

- ผู้ตัดสินชี้ขาด   1   คน

- กรรมการดูฟาวล์   4   คน

- ผู้ปล่อยตัว    2   คน

- หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว

- อยู่คนละด้านของสระ   2   คน

- กรรมการดูการกลับตัว อยู่คนละด้านของสระ 2   คน

- หัวหน้าผู้บันทึก   1   คน

- ผู้บันทึก    1   คน

- ผู้รับรายงานตัว   2   คน

- กรรมการเชือกฟาวล์   1   คน

- ผู้ประกาศ    1   คน

จากการแข่งขันไม่สามารถใช้อุปกรณ์แบบอัตโนมัติได้ จะต้องมีการแต่ตั้งกรรมการเจ้าหน้าที่

เพิ่มขึ้น คือ

- หัวหน้าผู้จับเวลา   1   คน

- ผู้จับเวลาลู่ละ    3   คน

- กรรมการจับเวลาสำรอง 2 คน

- หัวหน้าเส้นชัย    1   คน

- กรรมการเส้นชัย อย่างน้อย  1   คน

หน้าที่

- ผู้กรรมการตัดสินชี้ขาด เป็นผู้ดูแลควบคุมและมีอำนาจสูงที่สุด โดยจะมอบหมายหน้าที่ และให้คำชี้แนะกับเจ้าหน้าที่ต่างๆ จะต้องตัดสินปัญหาทุกชนิดด้วยกัน การตัดสินขั้นสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เด็ดขาด

- ผู้ปล่อยตัว มีอำนาจควบคุมดูแลการแข่งขันอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับสัญญาณมือจากผู้กรรมการผู้ชี้ขาด การปล่อยตัวแต่ละรายการผู้ปล่อยตัวจะอยู่หางจากสระ 5 เมตร

- กรรมการผู้รับรายงานตัว ต้องเตรียมกรอกรายชื่อนัก ว่ายน้ำ ลงในแบบฟอร์มแต่ละรายการก่อนการแข่งขัน

- หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว ดูแลว่าเจ้าหน้าที่ดูการกลับตัวทุกคน ทำหน้าที่ในการแข่งขันเป็นอย่างดี เมื่อพบเห็นว่ามีการทำผิดกติกาจะต้องแจ้งให้ผู้ตัดสินชี้ขาดทราบทันที่

- กรรมการดูการกลับตัว ต้องดูแลและเตือนเมื่อ นักว่ายน้ำ ในลู่ของตนว่ายเข้ามาเหลือระยะทางอีก 5 เมตร

- กรรมการดูการฟาวล์ ต้องเป็นผู้เข้าใจในกติกาเป็นอย่างดีลึกซึ้ง และจะต้องช่วยดูการกลับตัวจากผู้ช่วยกรรมการกลับตัว และจะต้องทำการบันทึกการทำผิดกติกาของแต่ละลู่ ให้ต่อผู้ตัดสินชี้ขาดตัดสิน

- หัวหน้าผู้จับเวลา ต้องรวบรวมแบบฟอร์มบันทึกเวลาของกรรมการจับเวลาทุกคน ในกรณีที่นาฬิกาจับเวลาไม่สามารถจับเวลาได้ หัวหน้าผู้จับเวลาอาจทำการตรวจสอบนาฬิกาเรือนนั้น

- กรรมการจับเวลา นาฬิกา แต่ละเรือนจะต้องได้รับจากคณะกรรมการดำเนินการแข่งขันเท่านั้น จะต้องเดินเวลาเมื่อมีสัญญาณเริ่ม และต้องหยุดเวลาเมื่อผู้เข้าแข่งขันในลู่ ว่ายน้ำ ของเขาได้สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์

- หัวหน้ากรรมการเส้นชัย เป็นผู้มอบหมายหน้าที่ให้กรรมการเส้นชัยแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ และกรรมการเส้นชัยจะรวบรวมข้อมูลลำดับที่ให้หัวหน้ากรรมการเส้นชัย หัวหน้ากรรมการเส้นชัยจะต้องนำส่งผลต่อผู้ตัดสินชี้ขาด และจะต้องบันทึกข้อมูลการแข่งขันที่ใบบันทึกด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ หลังจากการแข่งขันแต่ละรายการสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์

- กรรมการเส้นชัย มีหน้าที่กดปุ่มสัญญาณเท่านั้นจะต้องไม่ทำหน้าที่ก้าวก่ายการจับเวลาในรายการเดียวกัน

- เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน รับผิดชอบตรวจสอบผลการแข่งขัน กรรมการทุกคนจะต้องตัดสินใจด้วยตัวของตัวเอง นอกเสียจากว่าปัญหานั้นๆ กติกาได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว

การจับเวลา

- ให้มีจุดทศนิยม 2 ตำแหน่ง

- ถ้านาฬิกาจับเวลา 2 ใน 3 เรือน เท่ากันให้ใช้การจับเวลานั้น

- ถ้านาฬิกาทั้ง 3 เรือนนั้น ไม่ตรงกัน ให้ใช้เวลาของนาฬิกาที่เป็นเวลาที่เป็นทางการ

ประวัติกีฬาว่ายน้ำ

ประวัติกีฬาว่ายน้ำ

 

กีฬาว่ายน้ำ

กีฬาว่ายน้ำ

ประวัติว่ายน้ำ

กีฬาว่ายน้ำ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Swimming ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มนุษย์สามารถว่ายน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่มีที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ใกล้ชายทะเล แม่น้ำ ลำคลอง และที่ราบลุ่มต่างๆ เช่น พวก อียิปต์ เอสซีเรีย กรีก และโรมัน มีกาศึกษาและฝึกหัดกันว่ายน้ำกันมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เพราะมีผู้ค้นพบภาพวาดเกี่ยวกับการว่ายน้ำในถ้ำบนภูเขาแถบทะเลทรายลิบยาน

การว่ายน้ำในยุคนั้นแค่เพียงเพื่อให้สามารถว่ายน้ำข้ามไปยังอีกฝั่งได้ หรือตอนเมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วมป่าและที่อยู่อาศัยก็สามารถว่ายน้ำพาตัวไปที่ๆน้ำท่วมไม่ถึงได้อย่างปลอดภัย

การว่ายน้ำได้มีการพัฒนาวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน แต่มีหลักฐานบันทึกไว้ไม่นานนัก Ralph Thomas ให้ชื่อเรียกแบบว่ายน้ำที่มนุษย์ใช้ว่ายกันมาตั้งแต่ก่อนว่า ฮิวแมน สโตร์ก (Human stroke) นอกจากนี้พวกชนชาติสลาฟและพวกสแกนดิเนเวียรู้จักการว่ายน้ำอีกแบบหนึ่ง โดยใช้ส่วนล่างคือเท้าเคลื่อนไหวในน้ำคล้ายๆกับกบว่ายน้ำ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าฟล็อกคิก (Flogkick) แต่วิธีการเคลื่อนไหวในท่าแบบนี้จะทำให้ว่ายน้ำได้ค่อนข้างช้า

การแข่งขันว่ายน้ำครั้งแรกสุดได้จัดขึ้นที่ วูลวิช บาร์ท (Woolwich Baths) ที่ใกล้กับกรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2416 ในการแข่งขันว่ายน้ำครั้งนั้นมีการแข่งขันเพียงอย่างเดียวคือ แบบฟรีสไตล์ (Free style) โดยผู้ว่ายน้ำแต่ละคนจะว่ายท่าหรือแบบใดก็ได้ ในการแข่งขันว่ายน้ำครั้งนี้ J. Arhur Trudgen เป็นผู้ได้รับชัยชนะ โดยเขาได้ว่ายเช่นเดียวกับพวกอินเดียแดงในอเมริกาใต้ คือแบบยกแขนกลับเหนือน้ำ ซึ่งวิธีการว่ายน้ำแบบเขาได้เป็นที่ได้รับความนิยมมากจนได้ชื่อว่า ท่าว่ายน้ำแบบทรัดเจน (Trudgen stroke)

ประชากรโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับการว่ายน้ำเพิ่มมากขึ้น เมื่อนายทหารเรือที่มีชื่อว่า เรือเอก Mathew Webb ได้ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษจากเมืองโดเวอร์ คาเลียส ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2418 โดยใช้เวลาทั้งหมด 21 ชั่วโมง 45 นาที ด้วยการว่ายแบบกบ (Breast stroke) ข่าวความสำเร็จครั้งนี้ได้สร้างความมึนงง พิศวงและตื่นเต้นให้กับทั่วโลก ต่อมาเด็กชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า Gertude Ederle ได้ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2469 ทำเวลาได้ 14 ชั่วโมง 31 นาที โดยว่ายน้ำแบบท่าวัดวา (Crawa stroke)

เราจะสังเกตุได้ว่าในชั่วระยะเวลา 50 ปี การว่ายน้ำได้มีการพัฒนาและวิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ถ้าหากได้พิจารณาถึงเวลาของบุคคลทั้งสองที่ทำได้ แบบและวิธีว่ายน้ำได้รับการพัฒนา ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความว่องไว รวดเร็ว ขึ้นเสมอ ในบรรดานักว่ายน้ำทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวแลนเคลเชียร์ และออสเตรเลีย ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการว่ายน้ำแบบทรัดเจน ซึ่งก็ได้รับผลดีในเวลาต่อมา กล่าวคือนาย Barney Kieran ชาวออสเตรเลียและ นาย T. S. Battersby ชาวอังกฤษ ได้ว่ายน้ำแบบที่ดัดแปลงมาจากทรัดเจน จนเป็นผู้ครอบครองตำแหน่งชนะเลิศของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2449-2415

กีฬาว่ายน้ำได้จัดเข้าให้มีการแข่งขันโอลิมปิกในปี พ.ศ. 2436 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุดังกล่าวกีฬาว่ายน้ำก็ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ได้มีการพัฒนากีฬาว่ายน้ำให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยมีผู้คิดแบบและประเภทของการว่ายน้ำเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน และความตื่นเต้นเร้าใจในการแข่งขันมากขึ้น